ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > ศาสนาจารย์สุข พงศ์น้อย พูดถึง ...

ศาสนาจารย์สุข พงศ์น้อย พูดถึง ดร. จอห์น ซง มาประเทศไทย


ดร. จอห์น ซง มาประเทศไทย

โดย ศาสนาจารย์สุข พงศ์น้อย

มร. ฟามิงเต็ก เจ้าของสวนยางได้มาติดต่อกับข้าพเจ้าโดยบอกว่า นักเทศน์ผู้นี้เป็นนักเทศน์คนสำคัญ ข้าพเจ้าไม่รู้จัก แต่ข้าพเจ้าก็ต้อนรับเพราะเห็นว่าเป็นคนของพระเจ้า ก็ต้องลองฟังคำเทศนาของเขาดู แต่แล้วข้าพเจ้าก็เห็นว่าเป็นผู้ที่พระเจ้าส่งมาตอบคำอธิษฐานของข้าพเจ้าจริงๆ เวลานั้นข้าพเจ้ากำลังท้อใจเต็มที่ ข้าพเจ้าได้อธิษฐานไว้ว่าถ้าพระเจ้าไม่ตอบคำอธิษฐานของข้าพเจ้าภายในปีนี้ ข้าพเจ้าจะเลิกเป็นนักเทศน์ไปจนตลอดชีวิต แต่แล้วพระเจ้าก็ทรงส่ง ดร. ซง มาที่คริสตจักรตรัง ที่ว่าท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงส่งมาก็เพราะก่อนหน้าที่ญี่ปุ่นจะขอเดินทัพผ่านประเทศไทยเพื่อไปตีสิงคโปร์นั้น ดร. ซงได้เข้ามาเร้าใจคริสเตียนทั้งหลายให้มีความเชื่อเข้มแข็งขึ้น ให้ต่างคนต่างกระตือรือร้นที่จะประกาศเรื่องพระเจ้า การเร้าของท่านครั้งนี้ทำให้คริสเตียนหลายคนยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนาเมื่อทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งคนออกไปลับๆ ชักชวนคริสเตียนให้เปลี่ยนศาสนา ผู้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนาล้วนเป็นผู้ที่กลับใจใหม่จริงๆ อิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าได้ซึมซาบเข้าไปในจิตใจของเขา ทำให้เขามั่นคงอยู่ได้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

เมื่อ ดร. ซง มาทำการประชุมฟื้นใจในประเทศไทยครั้งแรกนั้น ข้าพเจ้าเป็นล่ามให้ เพราะเห็นว่าท่านพูดได้แต่อังกฤษกับจีนเท่านั้น ภาษาอังกฤษของท่านฟังลำบาก เพราะมีสำเนียงฮกเกี้ยน เวลาแปลก็ต้องแปลให้ทันอกทันใจ เราเปิดการประชุมฟื้นใจวันละ 6 ชั่วโมง เช้า 2 ชั่วโมง กลางวัน 2 ชั่วโมง กลางคืนอีก 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 วัน 5 คืนติดต่อกันไป หลังจากเทศนาเสร็จออกจากโบสถ์ทุกครั้งเหงื่อโชกตัวท่าน ท่านจะกลับไปอาบน้ำนอน ตื่นขึ้นจึงรับประทานอาหาร แล้วอธิษฐานอ่านพระคัมภีร์ ไม่ยอมพูดจากับใครเลย ใครไปเยี่ยมไปหาก็ไม่พูดด้วย ท่านใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับพระเจ้าแล้วพักผ่อนจริงๆ ขณะที่รับประทานอาหารร่วมกันที่โต๊ะอาหารก็ไม่พูดกับใครมาก ท่านไม่พูดคุยเรื่องไร้สาระ อย่างมากก็เพียงแต่ดูๆ หนังสือพิมพ์ผ่านๆ ไปเท่านั้น ท่านว่าท่านไม่อยากฟังข่าวของมนุษย์ อยากฟังข่าวของพระเจ้ามากกว่า

ดร. ซงเข้มงวดมาก วันหนึ่งเราไปเปิดการประชุมฟื้นใจที่เมืองแพร่ 5 วัน 5 คืน ข้าพเจ้ารู้สึกเมื่อย เวลาเย็นจึงไปเล่นแบดมินตันเป็นการออกกำลังเปลี่ยนอิริยาบถ ดร. ซงพูดกับข้าพเจ้าว่า “เธอเป็นเด็กรึไง? จะต้องเก็บเวลาไว้สำหรับพระเจ้า” ท่านห้ามข้าพเจ้าไม่ให้เล่น เวลาทำงานต้องทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดลงไปในการงานที่พระเจ้ามอบให้ทำ ท่านเป็นคนขี้โมโห ทำอะไรต้องทำให้ได้ดังใจ เป็นคนทำอะไรทำจริง แต่ก็โมโหไม่นาน สักห้านาทีก็ลืมแล้ว

ท่านทุ่มเทชีวิตจิตใจลงไปในการงาน จนดูไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ท่านว่า “ฉันเข้ามาทำงานของพระเจ้า…มีเวลาน้อยเหลือเกิน พระเจ้าให้เวลาฉันน้อย ฉันมีเวลาเทศน์อีก 4 ปี” และก็จริงดังว่า หลังจาก 4 ปีแล้ว ดร. ซง ก็ถึงแก่กรรมจริงๆ ด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงต้องรีบทำงานอย่างรีบด่วน ใช้เวลาเกือบทุกชั่วโมงขึ้นไปเทศน์บนธรรมาสน์ เวลาเทศน์ก็ออกท่าออกทางเอาจริงเอาจัง หลายคนว่า ดร. ซง บ้า…ดูถูกพระเจ้า เพราะไม่ขึ้นไปพูดเฉยๆ กลับออกท่าออกทางประกอบคำเทศน์ แต่ตลอดเวลาที่ท่านเทศน์ คนฟังไม่ง่วงนอนเลย พอผู้ฟังจะง่วง ท่านก็ให้ลุกขึ้นยืนร้องเพลง ท่านใช้วิธีตามหลักจิตวิทยา ไม่ให้คนฟังง่วง เวลาท่านเทศน์ใครจะหลับได้เล่า เพราะท่านเต้นโครมคราม ถ้ามีผู้ใดสูบบุหรี่ ท่านก็ตวาดว่า “นี่ไม่ใช่โรงมหรสพ ถ้าไม่ดับบุหรี่ก็จะไม่เทศน์!” หรือมิฉะนั้นก็จะไล่ผู้ที่ไม่ฟังดีๆ ออกไป ท่านไม่สนใจว่าใครจะพอใจท่านหรือไม่ พระเจ้าพอพระทัยก็แล้วกัน

ข้าพเจ้าได้ร่วมทำงานกับท่านมาด้วยกัน 2 เดือนเต็มๆ ทำการประชุมฟื้นใจตั้งแต่ตรังไปถึงแพร่ รวบรวมนักเรียนมาเรียนพระคัมภีร์ได้ 30 คน เราเรียนด้วยกัน 10 วัน 10 คืน จบมาระโก 16 บท วันที่ท่านเดินทางกลับ ขณะนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปปีนัง เรายังตามไปเรียนบนรถไฟอีก คุยกันไป เทศน์กันไป ถามกันไป จดกันไป ไม่ได้นอนได้กินกันเท่าไร และก็เรียนพระธรรมวิวรณ์จบเล่ม ที่ท่านเทศน์หรือพูดล้วนสอดคล้องกับพระธรรมคัมภีร์ทุกอย่าง

ผลของการประชุมฟื้นใจใหญ่ครั้งนั้น หลังจาก ดร. ซง ไปแล้ว มีคนมาประชุมนมัสการพระเจ้าเต็มโบสถ์ทุกแห่ง ที่เชียงใหม่และตรัง มีคนมาอธิษฐานที่โบสถ์ทุกคืน อย่างน้อย 30 คน คนเหล่านี้ทำตามแบบในพระธรรมคัมภีร์ คือถ้าที่บ้านจุคนไม่พอก็ให้มาอธิษฐานที่โบสถ์ เมื่อ ดร. ซง กลับไปแล้ว มีผู้อาสาสมัครไปประกาศด้วยกันเป็นหมู่ๆ บางหมู่ก็ไปด้วยกัน 3 คน บ้างก็ 4 และบางหมู่ก็ 5 คน คริสเตียนบางคนก็ช่วยกันออกเงินเป็นค่ารถสำหรับกองประกาศเหล่านี้ คริสตจักรได้รับพระพรมาก กองประกาศคงมีอยู่จนกระทั่งประเทศไทยยอมให้ญี่ปุ่นลำเลียงทหารผ่านไปตีสิงคโปร์ จึงยุบไป เพราะรัฐบาลประกาศห้ามชุมนุมกันในที่สาธารณะ

ดร. ซงมาประเทศไทย 2 ครั้ง ระยะเวลาห่างกันประมาณ 2 ปี ได้มาเทศนาที่โบสถ์ไมตรีจิตด้วย ท่านอยู่ในกรุงเทพฯ ประมาณหนึ่งเดือน ตลอดเวลานั้นได้เทศนาและสอนพระคัมภีร์ตลอด 12 วัน วันละสามครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง ทั้งได้รับเชิญไปเทศนาที่โบสถ์นานาชาติด้วย

ที่เชียงราย มีผู้มาฟังครั้งหนึ่งราว 500 คน ที่เชียงใหม่ 600 คน ตรัง 300 คน ผู้ฟังล้นหลามออกมานอกโบสถ์ สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องขยายเสียง แต่ ดร. ซง เสียงดังมาก ยืนฟังอยู่ไกลๆ ก็ได้ยิน จำนวนคนที่กลับใจใหม่ที่กรุงเทพฯ มีมากกว่าที่อื่นๆ เพราะผู้ฟังมีโอกาสได้ฟังเทศน์จำนวนมากครั้งกว่า คำเทศนามีโอกาสได้ซาบซึ้งเข้าไปสู่จิตใจผู้ฟัง ภาพของการสารภาพบาปนั้นน่าประทับใจมาก ดร. ซงให้ทุกคนก้มศีรษะหลับตา และเรียกผู้ที่ต้องการสารภาพบาปต่อพระเจ้าให้ยกมือขึ้น แล้วเดินออกมาที่หน้าธรรมาสน์ ทุกคนสำนึกถึงความบาปที่ตนทำไป…ต่างร้องไห้เสียใจพลางเดินออกมาที่หน้าธรรมาสน์กันเนืองแน่น นี่แหละ เป็นการกลับใจใหม่อย่างแท้จริง

ข้าพเจ้าได้เคล็ดลับในชีวิตเทศนามาจาก ดร. ซง การอ่านพระคัมภีร์และอธิษฐานจะทำให้นักเทศน์ได้เรื่องเทศนามากมาย ดร. ซงเองก็ได้เรื่องเทศนามาจากการอ่านพระคัมภีร์และอธิษฐาน เช่นว่าถ้าอ่านพระคัมภีร์ 2 ชั่วโมงและอธิษฐาน 2 ชั่วโมง ก็มีคำเทศนาเพียงพอสำหรับหนึ่งชั่วโมง เมื่ออ่านพบตอนไหนยากก็คุกเข่าอธิษฐาน ขอพระเจ้าทรงบันดาลให้เข้าใจ

ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงนำ ดร. ซง มาประเทศไทย และให้มีผู้เขียนเรื่องราวของท่านลงไว้ ข้าพเจ้าหวังว่าชีวิตของท่านจะเป็นแบบอย่างให้คริสเตียนรุ่นหลังเห็นว่า ถ้าทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าแล้ว ชีวิตของเราจะเป็นทางนำพระพรมาสู่คนมากมาย



ผู้ตั้งกระทู้ ผู้รับใช้ :: วันที่ลงประกาศ 2005-08-30 22:01:29 IP :


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.